-- กาษา นาคา ---

 กาษา นาคา

 กาษา นาคา

เหอๆแบบว่าตอนนี้

บ้าหนังมากมาย

-- กาษา  นาคา --

เลยได้เรื่องย่อมาฝากอะคับ

เรื่องย่อ  กาษา  นาคา

ละครเรื่องกาษา นาคา 

 กาษา นาคา

 กาษา นาคา     เรื่องย่อ 
       หญิงสาวสวยจัด ผมดำยาวสยาย ดวงตาดำสนิทลึกล้ำ ร่างแบบบางเหมือนต้นอ้อที่กำลังล้อลม เธอนั่งอยู่บนตั่งใหญ่ เสียงฆ้องพลิ้วใสดุจเสียงทิพย์คนธรรพ์ลอยแผ่วมาตามสายลมแทรกด้วยเสียงหูกทอผ้า เธอกำลังทอผ้า ผ้าไหมเนียนนุ่มเส้นลื่นสีขาวสะอาดตาถูกถักทอยาวเป็นวา แล้วผ้าไหมผืนนั้นก็ถูกวางลงบนมือของวารี เสียงแผ่วเหมือนกระซิบกล่าวว่า "ฝากผ้ากาษาให้วาดจันทร์สำหรับใช้ในวันที่ผู้ชายที่วาดจันทร์รักที่สุดบวช อย่าลืมให้ผ้ากาษาแก่วาดจันทร์ ผ้ากาษานี้เป็นของวาดจันทร์ "

 วารีสะดุ้งตื่นจากฝันที่ชัดเจนราวกับความจริง และในวันรุ่งขึ้นผ้าไหมสีขาวผืนยาวก็ตกมาถึงมือวารีจากร้านขายของเก่าร้านนั้น ผ้าผืนนั้นถูกเก็บอย่างดี เธอตั้งใจจะเก็บไว้ให้วาดจันทร์ดังเช่นความฝันบอกไว้ แต่มันก็รบกวนจิตใจวารีไม่น้อยเธอจึงเขียนบันทึกถึงผ้ากาษาเก็บไว้ด้วยกัน หวังว่าสักวันเธอจะให้วาดจันทร์ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอกับพิสุทธิ์ได้อ่าน

       พิสุทธิ์นั้นเป็นศิลปินภาพเขียน เขาวาดรูปมากมายจนเปิดเป็นแกลเลอรี่ชื่อสวนศิลป์ริมโขง และหนึ่งในภาพวาดนั้นก็คือภาพวาดจันทร์ ภาพจันทร์วันเพ็ญที่พิสุทธิ์ตั้งชื่อตามลูกสาว ซึ่งวาดจันทร์คิดเสมอว่ามันเป็นภาพพระจันทร์วันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 11 และทุกปีเธอมักจะมีอาการประหลาดเสมอ เธอจะร้องไห้จนกระทั่งสลบฟุบไปกับที่เป็นอย่างนี้ทุกปีจนกระทั่งวารีเสียชีวิตไปแล้ว

       ความผิดปกติของวาดจันทร์นั้นเกิดขึ้นปีละหนึ่งครั้งจนกลายเป็นความปกติของคนในบ้าน โดยเฉพาะยายสำเนียง ยกเว้นพิสุทธิ์ที่ยังกังวลใจเรื่องนี้ไม่หาย เพราะนอกจากนี้เขาเคยพาวาดจันทร์ไปวัดแต่เธอกลับกรีดร้องต่อต้านปากก็ตะโกนบอกว่าเกลียดไม่อยากเห็นพระ แม้กระทั่งเหตุการณ์ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 วาดจันทร์ก็มีอาการแปลกๆ เมื่อพิสุทธิ์กับวารีพาวาดจันทร์ไปเที่ยวงานบุญบั้งไฟที่ริมแม่น้ำ แค่เดินไปถึงประตูวัดวาดจันทร์ก็วิ่งเตลิดหนีออกไปที่ริมแม่น้ำพิสุทธิ์ต้องวิ่งไปจับเอาไว้ เวลาเห็นลูกไฟลอยขึ้นเหนือแม่น้ำวาดจันทร์ก็จะมองนิ่งตัวยอบลงพนมมือนัยน์ตาหมองเศร้า พิสุทธิ์ได้แต่มองลูกสาวอย่างสงสาร

 กาษา นาคา        นั่นคือเหตุการณ์ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 เมื่อ 15 ปีก่อน แต่ ณ เวลานี้วาดจันทร์อายุ 20 กว่าปีแล้ว แต่เมื่อถึงวันนั้นพิสุทธิ์ก็รู้สึกหวาดหวั่นกลัวเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีกในวันนี้ เพราะวาดจันทร์ขอไปนั่งดูบั้งไฟริมแม่น้ำโขง พิสุทธิ์จึงให้พาสาวใช้ไปเป็นเพื่อนด้วย

       คืนนั้นพงศ์พญาไปดูบั้งไฟพญานาคกับวินตาเพื่อนสาวที่สนิทกันมาก, อู๋เพื่อนชายและอี๋น้องสาวของอู๋ ชายหนุ่มมองสายน้ำนิ่งได้ยินเสียงเพื่อนๆ คุยกันโหวกเหวก แต่เขากลับสนใจที่วาดจันทร์ หญิงสาวสวยแปลก นัยน์ตาคมวับวาว ผมยาวสลวยและน้ำเสียงไพเราะที่ไม่เคยลบเลือนไปจากใจของพงศ์พญาตั้งแต่วันพบจนถึงวันที่ต้องจากกันชั่วนิรันดร์ พงศ์พญาจ้องมองเธอด้วยความสนใจ และดูเหมือนจะมีแค่พงศ์พญากับวาดจันทร์เท่านั้นที่เห็นลูกไฟลอยขึ้นจากน้ำ เพราะคนอื่นยังคงคุยกันอย่างไม่สนใจ แล้วทั้งสองก็สบสายตากันเข้าอย่างจัง พงศ์พญารู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง จากศีรษะสู่ปลายเท้า ร่างกายอ่อนเปลี้ยไปหมด

       วาดจันทร์กลับมาบ้านด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ ภาพของพงศ์พญาผุดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนและมันทำให้ใจเธอหวั่นไหวอย่างประหลาด แล้วสีหน้าของวาดจันทร์ก็อ่อนละมุน คืนนั้นพงศ์พญาเองก็นอนไม่หลับสนิทฝันประหลาดว่าอยู่ในถ้ำที่ตามผนังมีรัตนมณีฝังเอาไว้มากมาย ได้ยินเสียงบุญนารีนั่งเล่านิทานเรื่องนางนาคมาณวิกา แต่เขาก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ของบุญนารีแม่ของเขา จึงได้เล่าความฝันให้ฟัง ทำให้บุญนารีไม่สบายใจรีบเร่งรัดให้ลูกชายเดินทางกลับกรุงเทพฯโดยด่วน

       นายแพทย์ปรากรมและบุญนารีพ่อแม่ของพงศ์พญานั้นรู้ดีว่าลูกชายมีความฝันแปลกๆ มาตั้งแต่เด็ก เพราะเขาฝันว่าตัวเองบวชมาแล้วสองครั้ง ทำให้บุญนารีกังวลเรื่องความฝันไม่น้อยกลัวว่าลูกชายจะเชื่อความฝันแล้วบวชไม่สึกตลอดชีวิต
       วันรุ่งขึ้นพงศ์พญากับเพื่อนๆ กำลังขับรถกลับกรุงเทพฯ แต่พอรถผ่านแกลเลอรี่เขาก็เบรกกะทันหันและเข้าไปดูภาพข้างใน ขณะนั้นวาดจันทร์ไม่ได้เห็นพงศ์พญาแต่รับรู้การมาของเขาด้วยพลังจิตลึกลับเธอยิ้มด้วยความพอใจ พงศ์พญาสะดุดตากับภาพเขียนที่ชื่อวาดจันทร์ แล้วเขาก็ได้พบหญิงสาวที่ได้พบเมื่อคืน เขาเพิ่งได้รู้ว่าเธอชื่อวาดจันทร์ เป็นเจ้าของแกลเลอรี่และภาพวาดดวงจันทร์เหนือน้ำที่ใสเย็นฉ่ำเป็นประกายระยิบระยับ ขณะเดียวกันวินตายืนเหมือนถูกมนต์สะกดอยู่หน้าภาพเขียนนกกางปีกสีขาวถลาร่อนลมเหนือฟ้าที่เบื้องล่างคือท้องทะเล ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างจากภาพเขียนทั้งสองภาพและตัวตนของแต่ละคน

 ขณะนั้นเกิดเหตุการณ์ตื่นเต้นขึ้น ยายสำเนียงยายของวาดจันทร์วิ่งมาบอกว่าเม็ดขนุนเด็กหญิงวัย 5 ขวบที่วาดจันทร์รักเหมือนน้องตกน้ำ ทุกคนวิ่งออกไปริมแม่น้ำด้วยความตกใจ ยังไม่ทันที่ใครจะทำอะไรวาดจันทร์กระโดดลงน้ำทันที น้ำที่ไหลเชี่ยวไม่อาจขัดขวางเธอได้ วาดจันทร์ว่ายน้ำปราดเปรียวและรวดเร็วไปตามกระแสน้ำประหนึ่งปลามุ่งหน้าไปยังเม็ดขนุนที่ถูกน้ำพัดพาไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนมองอย่างตกตะลึงที่เห็นร่างของวาดจันทร์แหวกสายน้ำไปจนถึงตัวเม็ดขนุน  
  เมื่อวาดจันทร์อุ้มเม็ดขนุนกลับมาไม่มีใครนอกจากวินตาสังเกตว่าวาดจันทร์ไม่เหน็ดเหนื่อยเลย แต่ทันทีที่วาดจันทร์สบตาห่วงใยขีดสุดของพงค์พญา ร่างแบบบางนั้นก็อ่อนระทวยลงในอ้อมแขนพงศ์พญาที่รับไว้ทันท่วงที พงศ์พญาอุ้มวาดจันทร์กลับแกลเลอรี่ สัมผัสใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่เกิดความผูกพันบางอย่างที่ถักทอขึ้นในหัวใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่รอดพ้นสายตาดุดันของวินตา สายตาของผู้หญิงที่หลงรักพงศ์พญาข้างเดียวมาเนิ่นนาน บัดนี้พงศ์พญากำลังจะไกลออกไปทุกที

       ในวันต่อมาเมื่อวาดจันทร์มาทานข้าวตามคำเชิญของอู๋ แม้สายตาของพงศ์พญาจะสงบนิ่งแต่วินตาก็เห็นแววแห่งความปรารถนาลึกซึ้งซ่อนอยู่ วินตาเกรี้ยวกราดแทบจะถึงขั้นคลุ้มคลั่งเมื่อกลับถึงบ้าน แรงโมโหร้อนแรงประหลาดทำเอาคนในบ้านประหวั่นพรั่นพรึงไปตามๆ กัน ยามนี้หญิงสาวสวย ขี้เล่น ยิ้มแย้มแจ่มใสหายไป มีแต่หญิงสาวที่ถูกพายุแห่งความโกรธพัดโหมจนร่างกายแทบจะมอดไหม้ 

       พิสุทธิ์ไม่อยากให้วาดจันทร์ได้พบปะกับพงศ์พญาและวินตาอีกจึงพยายามห้าม ทำให้วาดจันทร์ไม่พอใจมากที่ผู้เป็นพ่อไร้เหตุผล แต่วาดจันทร์ก็มีวิธีหลบเลี่ยงมาพบพงศ์พญาอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งสองก่อขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่ารักกันมานานแสนนาน วาดจันทร์เล่าให้วิภาดาเพื่อนสนิทของเธอฟังว่าเธอตกหลุมรักพงศ์พญาตั้งแต่แรกเห็น และรู้สึกว่าคุ้นเคยกับเขามานาน เธอคิดว่าเขาจะเป็นเนื้อคู่ของเธอ

 กาษา นาคา        วินตาคิดถึงภาพนกตัวใหญ่กางปีกร่อนเหนือท้องทะเล นกที่มีดวงตาดุดันคมกริบประหนึ่งพญาครุฑ วินตารู้ว่าตัวเธอผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ภาพนี้กลับไปทำร้ายวาดจันทร์ได้ ภาพที่พิสุทธิ์ศิลปินผู้เขียนตั้งชื่อว่า "โอบมหานที" วินตาจึงส่งข้อเสนอขอซื้อภาพนั้นเพื่อนำมาเป็นอาวุธทำร้ายวาดจันทร์อีกที แต่วาดจันทร์ตอบกลับมาว่าจะขายให้ในราคาหนึ่งล้านบาท วินตาโกรธมากเธอถือว่าวาดจันทร์กำลังท้าทายเธออย่างถึงที่สุด บุรินทร์ พ่อของวินตาซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่มีอำนาจมากแต่อยู่ภายใต้คำสั่งของลูกสาว จึงใช้วิธีการสกปรกไปข่มขู่วาดจันทร์เพื่อจะเอาภาพโอบมหานทีมาให้วินตา แต่วาดจันทร์ไม่ยอมแพ้ ทำให้วินตาไม่ได้รูปภาพมาจึงยิ่งโกรธวาดจันทร์

 พิสุทธิ์พ่อของวาดจันทร์ ชายกลางคนผู้มีความหลังที่เศร้าสะเทือนใจ ทุกครั้งที่วาดจันทร์มองพ่อ วาดจันทร์จะคิดถึงแต่ผู้ชายใจดี แจ่มใส มีอารมณ์ขันและน่ารักนักหนา พ่อกลายมาเป็นผู้ชายซึมเศร้าทันทีที่แม่ตาย พ่อเป็นจิตรกรฝีมือเลิศในความคิดของวาดจันทร์ ยกเว้นแต่ภาพโอบมหานทีเท่านั้นที่วาดจันทร์เกลียดที่สุด
       วาดจันทร์ยังจำได้ว่าพ่อเขียนรูปนี้นานมากหลายปีกว่าจะเสร็จ พ่อบอกวาดจันทร์ว่าพ่อไม่ตั้งใจเขียนให้เป็นอย่างนี้ แต่เขียนไปกี่ครั้งๆ ก็เป็นภาพนกหน้าตาเหมือนครุฑอย่างนี้ทุกครั้ง วาดจันทร์ถามพ่อว่าทำไม พ่อไม่ตอบแต่ในสายตาพ่อลึกล้ำ วาดจันทร์รู้แน่ว่าพ่อมีคำตอบเพียงแต่ไม่ใช่เวลาสำหรับจะบอกเธอเท่านั้น

       วาดจันทร์เล่าให้พ่อฟังว่าเธอได้พบผู้ชายที่คิดว่าใช่เนื้อคู่ของเธอแล้ว พิสุทธิ์มองลูกสาวที่ร่าเริง แจ่มใสด้วยสายตาเป็นกังวลลึกซึ้ง เขาจะบอกวาดจันทร์ได้อย่างไรว่าเขาสังหรณ์ใจว่าหนทางความรักของลูกสาวคนเดียวของเขาเป็นหนทางที่มืดสนิทไม่มีแสงสว่างใดๆ ที่ปลายทางเลย นอกจากนี้วาดจันทร์ยังเล่าให้วิภาดาฟังว่าเธอกำลังมีความรัก วิภาดาตกใจเพราะก่อนหน้านี้วาดจันทร์ไม่เคยรักผู้ชายคนใดในจำนวนผู้ชายหลายคนที่มารักเธอ

 วันต่อมาพงศ์พญาพาวาดจันทร์ไปหาแม่ของเขา วินาทีที่วาดจันทร์สบตาบุญนารี เธอสะท้านไปทั้งตัวด้วยความเกลียดชัง ด้วยความรู้สึกอยากทำร้าย อยากฆ่าให้ตาย ที่น่าประหลาดคือบุญนารีสื่อความรู้สึกเหล่านั้นทุกอย่าง เธอหวาดกลัววาดจันทร์โดยไม่มีสาเหตุ แต่เมื่อวาดจันทร์พบนายแพทย์ปรากรมพ่อของพงศ์พญา เธอกลับระงับความรู้สึกเกลียดชังบุญนารี ยิ้มแย้ม อ่อนหวาน พูดคุยอย่างดีกับปรากรม จนปรากรมคิดว่าข้อกล่าวหาของภรรยาคือเรื่องของแม่ที่หวงลูกชายคนเดียว  
       บุญนารีรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเธอหวงลูกชาย แต่รอยเขียวคล้ำเป็นปื้นหนาบริเวณข้อมือเป็นประจักษ์พยานให้เธอได้เป็นอย่างดี เพราะรอยนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่วาดจันทร์จับข้อมือเพื่อพยุงให้เธอเดิน ทันทีนั้นเธอปวดแสบปวดร้อนและรู้สึกถึงแรงมือของวาดจันทร์ว่ามากมายมหาศาล บุญนารีเก็บความรู้สึกนี้ไว้อย่างมิดชิดเธอทำตัวปกติกับวาดจันทร์เพื่อความสุขของพงศ์พญา ทั้งๆ ที่ในใจหวั่นไหวเป็นที่สุด ที่น่าประหลาดคือเธอไม่มีความรู้สึกนี้กับวินตามีแต่รู้สึกรักใคร่ ถ้าเป็นไปได้เธออยากให้วินตาแทนที่วาดจันทร์ในใจพงศ์พญา

       แต่ดูเหมือนว่าความต้องการของบุญนารีไม่มีวันเป็นจริง เพราะนับวันความรักของพงศ์พญาต่อวาดจันทร์ก็เพิ่มขึ้นจนล้นหัวใจ เขาคิดถึงอยากอยู่ใกล้ชิด อยากสัมผัส อยากรักเธอทุกลมหายใจ วาดจันทร์ก็เช่นกัน ใจของเธอจดจ่ออยู่กับพงศ์พญาตลอดเวลา บางครั้งเธอไปถึงสวนศิลป์แกลเลอรี่ได้เพียงอึดใจก็ออกเดินทางกลับมากรุงเทพฯเพื่อมาพบกับพงศ์พญา
       ความรู้สึกโหยหาซึ่งกันและกันอย่างแปลกประหลาดนี้ไม่ใช่ความรักธรรมดาของหนุ่มสาว แต่เป็นสัญญาณบางอย่างจากอดีตชาติอันไกลโพ้น อดีตชาติที่มิได้มีแค่พงศ์พญาและวาดจันทร์ แต่ยังมีบุญนารีผู้ซึ่งแน่นอนคือศัตรูของวาดจันทร์รวมทั้งวินตา อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่ยังคงติดตามจองล้างจองผลาญจนถึงชาติปัจจุบัน

       วาดจันทร์เกลียดวินตาและวินตาก็เกลียดวาดจันทร์ ที่สำคัญเธอกลัววินตาด้วย โดยเฉพาะเมื่อเห็นเล็บยาวจนงุ้มทาสีแดงสดของวินตา มันเหมือนเล็บของนกเหยี่ยว วาดจันทร์เห็นครั้งใดเหมือนมีใครมาขย้ำขยี้จิกกรีดจนเจ็บไปทั่วตัว ที่น่าแปลกคือพงศ์พญาเองก็รู้สึกเช่นกันเมื่อเห็นเล็บสีแดงของวินตา ตรงกันข้ามกับวินตาเธอชอบนกเป็นที่สุดถึงกับเลี้ยงนกหลายชนิดที่บ้าน

       สัญญาณลึกลับอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับวาดจันทร์ คือเธอเข้าวัดไม่ได้ ทันทีที่ย่างก้าวเข้าสู่เขตพัทธสีมาเธอจะร้อนรุ่ม เหงื่อกาฬไหล หัวใจถูกบีบอึดอัดหายใจไม่ออก สิ่งนี้พงศ์พญาไม่เป็น เขาจะรู้สึกสุขสงบเอิบอาบด้วยความสุขที่เกิดขึ้นในใจ ถ้าความรู้สึกนี้เป็นผลมาจากกรรมเก่าในอดีตชาติ พงศ์พญาและวาดจันทร์ก็คือเผ่าพันธุ์เดียวกัน และแน่นอนต่างไปจากวินตา ที่แน่นอนที่สุดทั้งสองข้างคือศัตรูกัน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นอะไรคือเหตุผลที่ทำให้วินตาเกลียดวาดจันทร์แต่รักพงศ์พญา อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนไม่แน่ชัดกับความรู้สึกดังกล่าว รู้แต่เพียงว่าเป็นอะไรที่ลางๆ อยู่ในใจ  รู้สึกบางครั้งแล้วก็เลือนหาย ไม่มีผู้ใดตั้งคำถามต่อความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตน

       นรวิชญ์นักศึกษาปริญญาโทสาขาโบราณคดีเป็นอีกผู้หนึ่งที่สนใจงานของพิสุทธิ์ เขาจึงติดต่อมาสัมภาษณ์ประวัติชีวิตพิสุทธิ์ทำให้ได้พบกับวาดจันทร์ และเกิดต้องใจในความงามแปลกประหลาดของวาดจันทร์เข้าอย่างจัง เขาจึงหาทางเข้ามาพบมาใกล้ชิดวาดจันทร์โดยอาศัยพิสุทธิ์เป็นทางผ่าน

       พิสุทธิ์เองนั้นพยายามกีดกันไม่ให้วาดจันทร์ติดต่อกับพงศ์พญาด้วยเหตุผลที่อธิบายไม่ได้อยู่แล้ว จึงเปิดทางให้นรวิชญ์ได้ใกล้ชิดกับวาดจันทร์มากขึ้น และในขณะเดียวกันนรวิชญ์คือแหล่งความรู้ในเรื่องโบราณและตำนานเก่าแก่ นรวิชญ์จึงเข้านอกออกในบ้านสวนศิลป์ริมโขงของพิสุทธิ์ได้อย่างอิสระ แม้แต่เมื่อพิสุทธิ์มาพักบ้านที่กรุงเทพฯ นรวิชญ์ก็ยังติดตามมา เหตุนี้จึงทำให้พงศ์พญาขุ่นเคืองใจมีปากเสียงกับวาดจันทร์หลายครั้ง

       วาดจันทร์ไม่ชอบภาพโอบมหานทีเลยจึงดำริจะขายให้วินตา พิสุทธิ์แม้จะไม่ชอบภาพนี้แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่วาดจันทร์จะทำเช่นนั้น ยิ่งเห็นวินตาต้องการภาพนั้นนักหนา เขาก็ยิ่งมีลางสังหรณ์บางอย่างว่าการส่งภาพนี้ให้วินตา คือจุดเริ่มต้นความหายนะสู่ลูกสาวคนเดียว พ่อลูกขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก พิสุทธิ์ถึงกับนำภาพนี้ไปเก็บซ่อนไว้ แต่วาดจันทร์ตามไปเอากลับมาจนได้ พิสุทธิ์พยายามชี้แจงแต่วาดจันทร์ไม่เชื่อพ่อ สุดท้ายภาพโอบมหานทีจึงอยู่ในมือวินตาจนได้

       วินตารู้สึกได้ทันทีทุกครั้งที่มองดูภาพโอบมหานทีว่าตนเองเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นภายในกาย เป็นความรู้สึกมีพลัง มีอำนาจเหนืออะไรบางอย่าง วินตารู้อีกด้วยว่าอำนาจนั้นควรจะใช้กับใคร ฉะนั้นในคืนวันหนึ่งขณะที่วินตายืนจ้องภาพนี้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนกในภาพ ฉับพลันความรู้สึกเหมือนได้ล่องลอยไปในอากาศพร้อมกับเสียงนกกระพือปีก เป็นเวลาเดียวกันที่วาดจันทร์ฝันว่าโดนนกทำร้ายจิกตีจนมีแผล น่าอัศจรรย์ยิ่งคือพงศ์พญาเองก็ฝันเห็นวาดจันทร์ถูกนกทำร้ายเช่นกัน พงศ์พญาไปพบวาดจันทร์ทันทีในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แล้วก็พบกับความประหลาดใจที่วาดจันทร์มีแผลที่ไหล่เป็นแผลที่เกิดจากถูกนกจิกจริงๆ

       พิสุทธิ์แทบขาดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เขาพร่ำโทษตัวเองต่อหน้ารูปมารดาของวาดจันทร์ว่าเป็นความผิดของเขาเองที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะห้ามวาดจันทร์เรื่องรูปโอบมหานทีไว้ได้ ขณะเดียวกันนรวิชญ์เข้ามาใกล้ชิดพิสุทธิ์มากขึ้น พิสุทธิ์เร่งนรวิชญ์ให้หาทางแก้ไขเรื่องนี้โดยด่วน ส่วนตัวเองบังคับให้วาดจันทร์ทำบุญที่วัดจนได้ แม้จะต้องบังคับลูกสาวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก วาดจันทร์ไปกับพ่อแต่ดิ้นรนไม่ยอมเข้าโบสถ์ท่าเดียว พิสุทธิ์ไม่สามารถบังคับลูกสาวต่อหน้าสาธารณชน ดังนั้น วาดจันทร์จึงไม่เห็นว่าภายในโบสถ์พงศ์พญากำลังนั่งฟังเทศน์ด้วยสีหน้าผ่องใส สงบสุข งดงามอย่างยิ่ง

       การที่พงศ์พญาเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างมากนี้ เป็นเหตุให้วาดจันทร์กระทบกระเทือนอย่างหนัก เพราะหลายครั้งที่พงศ์พญามาพบวาดจันทร์ผิดเวลามากเพราะไปเที่ยววัดมา หรือไม่ก็ไม่โทรศัพท์หาวาดจันทร์เป็นหลายวันติดกัน เพราะมัวแต่ไปเดินหรือไปนั่งเล่นอยู่ในวัด บุคคลที่เป็นทุกข์จากการฝักใฝ่ในศาสนาของพงศ์พญาคือบุญนารี เพราะคำทำนายว่าพงศ์พญาจะบวชเรียนสามครั้ง พงศ์พญาบวชไปแล้วสองครั้งตั้งแต่เด็กและรุ่นหนุ่ม บัดนี้ถ้าพงศ์พญาจะบวชอีกครั้งทำให้บุญนารีสังหรณ์ว่าลูกชายจะไม่สึกแน่ เพราะฉะนั้นบุญนารีจึงบอกกับปรากรมว่าจะขัดขวางพงศ์พญาสุดชีวิต

       ความห่วงใยที่พิสุทธิ์มีต่อบุตรสาวคนเดียวก่อตัวขึ้นตั้งแต่วาดจันทร์ยังเด็ก เขาสังเกตกริยาท่าทางผิดปกติของวาดจันทร์ตั้งแต่เธอเริ่มรู้ความ เขาเห็นว่าในยามถูกขัดใจดวงตาของวาดจันทร์จะเปล่งประกายกล้า สีนัยน์ตาเปลี่ยนเป็นเขียวเข้มจัดและล้ำลึกเหมือนน้ำในบ่อ วาดจันทร์เกลียดนกแม้แต่นกตัวเล็กๆ นอกจากเกลียดแล้วยังกลัวด้วย เป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผล 

       พิสุทธิ์พยายามแก้ไขความไม่ปกตินี้ด้วยวิธีที่เขาคิดว่าธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกัน คือพาวาดจันทร์ไปวัด พาไปหาพระแต่ฉับพลันที่วาดจันทร์เข้าสู่ขอบเขตพัทธสีมาจะเกิดอาการหวาดกลัวจนสั่นสะท้านทำให้เขาต้องรีบพาออกจากวัดอย่างเร็ว ต่อจากนั้นเขาพยายามพาวาดจันทร์ไปวัดอีกหลายครั้งแต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะวาดจันทร์เกิดอาการอย่างเดิม เมื่อวาดจันทร์โตขึ้นความทุกข์ของพิสุทธิ์ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทุกข์ใดจะเท่าทุกข์ของพ่อที่รู้ว่าลูกสาวเคียดแค้นชิงชังศาสนา เพราะนั่นคือบาปถึงขั้นมหันต์

       วินตารู้ว่าวาดจันทร์เข้าวัดไม่ได้จึงแกล้งทำทุกทางเพื่อให้วาดจันทร์ไปวัด ตัววินตานั้นประมูลการซ่อมวัดมาได้หลายวัด พงศ์พญารับหน้าที่เป็นผู้ดูแลการซ่อม พงศ์พญาทำงานอย่างมีความสุข วินตาจัดการให้วาดจันทร์เข้ามาหาพงศ์พญาด้วยเหตุจำเป็นต่างๆ นานา และยินดีปรีดาเมื่อเห็นอาการทนทุกข์ทรมานของวาดจันทร์

       วินตาจะรู้หรือไม่ว่าการกลั่นแกล้งของเธอ จะเป็นเสมือนหอกที่หวนกลับมาทิ่มแทงตัวเธอเอง เพราะพงศ์พญาเห็นวาดจันทร์ทุกข์ทรมานก็สงสารและเห็นใจอย่างมาก นอกเหนือจากความรักที่มีอยู่เต็มหัวใจแล้ว พงศ์พญาจึงขอวาดจันทร์แต่งงาน บุญนารีขัดขวางสุดตัวโดยความร่วมมือของวินตาผู้ซึ่งกำลังคลั่งแค้นสุดขีด

       ดังนั้น วินตาจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้พงศ์พญาอยู่ในวัดมากขึ้น เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพงศ์พญาเหมือนลืมวันลืมคืนเมื่ออยู่ในวัด เขาลืมแม้แต่วาดจันทร์ วาดจันทร์รู้ดีว่าถูกกลั่นแกล้ง เธอกลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงบุกไปตามพงศ์พญาถึงในวัด ยอมทนกับเสียงพระสวดจนถึงที่สุดทนไม่ได้เกิดอาการเกรี้ยวกราด ดวงตาสีเขียวจัดเป็นประกายสักครู่ก็ชักและสลบไป พงศ์พญาสงสารโรคประหลาดของวาดจันทร์จึงกำหนดวันแต่งงานเพื่อคุ้มครองวาดจันทร์

       เมื่อวันแต่งงานถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ ทำให้วาดจันทร์รู้สึกเป็นสุขยิ่งนัก ทุกวันเธอจะฝันถึงวันแต่งงาน เตรียมชุดเจ้าสาวแสนสวยที่เธอจะใส่ เตรียมของชำร่วยสำหรับแขกเหรื่อ เตรียมสถานที่จัดงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย แต่อีกคนกำลังร้อนเร่าเหมือนอยู่ในเพลิงแห่งนรก ซึ่งก็คือวินตานั่นเอง

       วันหนึ่งวาดจันทร์หลับแต่หัวค่ำเพราะเหนื่อยกับการเตรียมงานแต่งงาน ความรู้สึกเดิมๆ เกิดขึ้นอีก คราวนี้พลังประหลาดที่ฉวัดเฉวียนรอบตัวแรงขึ้นเร็วขึ้น วาดจันทร์หลบซ้ายหลบขวาจนไม่มีทางหนี เธอหันหน้ามาเผชิญพร้อมจะสู้ นัยน์ตาเปล่งแสงสีเขียวจัด แต่ในพริบตาเดียวพลังมหาศาลก็สะบัดใส่หน้าวาดจันทร์ก่อนที่จะมีเสียงปีกนกกระพืออย่างแรงไปตามทางจนเสียงแผ่วลงในที่สุด วาดจันทร์ตื่นนอนตอนเช้าพร้อมรอยแผลหลายรอยตามใบหน้าและเนื้อตัว พิสุทธิ์หวั่นวิตกเพิ่มขึ้นคิดว่าเขาต้องหาทางช่วยวาดจันทร์ให้ได้แม้ว่าจะยากเย็นสักเพียงใด

       ยายสำเนียงยายของวาดจันทร์รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานเร่าร้อนที่วนเวียนในใจของวาดจันทร์ และอยากหาทางช่วย จึงรีบไปหาหลวงพ่อปุ่น แต่ระหว่างทางยายสำเนียงถูกรถชนตายคาที่ งานแต่งงานจึงถูกแทนที่ด้วยงานศพ วาดจันทร์โศกเศร้ากับการสูญเสียยายยิ่งนัก ทำให้พงศ์พญาคอยอยู่ข้างกายวาดจันทร์ไม่ห่างด้วยความเป็นห่วงและสงสาร
       นรวิชญ์เห็นภาพบาดตานั้นแล้วให้รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจยิ่งนัก เพราะเขาเองก็รักวาดจันทร์ไม่น้อยไปกว่าพงศ์พญาแน่นอน พิสุทธิ์จึงบอกกับนรวิชญ์ว่าความรักที่แท้จริงคือการอยากเห็นคนที่เรารักมีความสุข นรวิชญ์จึงหยุดความตั้งใจที่ยังจะแย่งชิงวาดจันทร์มาเป็นของตัวเอง

       นอกจากนี้ทั้งสองคนช่วยกันวิเคราะห์ว่ากุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้วาดจันทร์มีชีวิตที่สงบสุขให้ได้ ซึ่งนั่นก็คือต้องหยุดวินตาและบุญนารี ซึ่งสิ่งที่จะหยุดวินตาได้คือภาพโอบมหานที พิสุทธิ์จึงกล่อมวาดจันทร์ให้ไปขอซื้อต่อจากวินตา แต่วินตากลับพูดใส่หน้าวาดจันทร์ว่าไม่มีวันขาย นอกจากนี้ยังเจ้าเล่ห์หลอกล่อวาดจันทร์จนตกอยู่ในวงล้อมของนกเหยี่ยว
       ในคืนที่สองของงานศพยายสำเนียง จู่ๆ วาดจันทร์ถูกนกเหยี่ยวพุ่งเข้าทำร้าย พงศ์พญาพยายามจะเข้าไปช่วยแต่ก็หวาดกลัวเหยี่ยวไม่ต่างกับวาดจันทร์ เป็นผลให้วาดจันทร์โดนจิกตีตามใบหูหน้าตาจนเป็นแผล รุ่งเช้าทุกคนประหลาดใจกับสภาพของวาดจันทร์ที่เจ็บป่วยอย่างหนัก วินตาทำทีมาเยี่ยม แต่นรวิชญ์ดูท่าทางวินตาออก และพูดว่าวินตาอาจจะเป็นคนทำร้ายวาดจันทร์ นรวิชญ์จึงถูกวินตาต่อว่าว่าฟุ้งซ่านก็เห็นอยู่ว่าวาดจันทร์ถูกนกเหยี่ยวจิกตี

       หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทำให้พงศ์พญาตัดสินใจรีบแต่งงานกับวาดจันทร์ทันที โดยยอมตามใจคนรักไม่จัดพิธีสงฆ์ แต่บุญนารีขอเพียงนิมนต์หลวงพ่อปุ่นมาให้พร พงศ์พญาเมื่อพบหลวงพ่อปุ่นก็ก้มลงกราบด้วยใบหน้าสงบต่างจากวาดจันทร์ที่ร้อนรุ่มในใจ ร่างกายแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อวาดจันทร์เงยขึ้นเห็นแสงผุดผ่องจากชายผ้าเหลืองที่อยู่ห่างตรงหน้าแค่คืบ วาดจันทร์ถึงกับชักดิ้น กลัวลนลานและสิ้นสติไปทันที

       วาดจันทร์หลับและเพ้อไม่ได้สติ พงศ์พญาทุกข์ใจจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ขณะที่วินตาดีใจที่วาดจันทร์ไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาต่อสู้แย่งชิงกับตนได้อีกต่อไป นรวิชญ์ที่รู้ผิดชอบชั่วดีทนเห็นวาดจันทร์ผิดหวังในรักอีกไม่ได้ จึงตัดสินใจบอกพงศ์พญาถึงความจริงที่อาจจะช่วยชีวิตวาดจันทร์ไว้ได้

       หลังจากนั้นพงศ์พญาได้มาหาวินตาที่บ้าน ทำให้วินตาดีใจมากเพราะคิดว่าพงศ์พญาจะเปลี่ยนใจมารักเธอ แต่กลายเป็นว่าพงศ์พญามาเอาภาพโอบมหานทีแล้วเผาทิ้งต่อหน้าต่อตาวินตา ซึ่งทันทีที่ภาพนั้นมอดไหม้ วาดจันทร์ก็ได้สติฟื้นขึ้น แต่วินตากลับต้องตกอยู่ในความทุกข์ทรมานด้วยใบหน้าที่ถูกไฟลวกเป็นแผลน่าเกลียดน่ากลัว ส่วนบุญนารีร้องไห้อย่างหนักเมื่อรู้ว่าหมดหนทางที่จะเหนี่ยวรั้งพงศ์พญาไม่ให้แต่งงานกับวาดจันทร์ได้ ในที่สุดเธอก็ต้องคืนลูกชายให้กับวาดจันทร์

       ความจริงแล้วบุญนารีรู้จากญาณทิพย์ของหลวงพ่อปุ่นและพยายามปกปิดมาตลอด คือในอดีตชาติพงศ์พญาและวาดจันทร์ถือกำเนิดเป็นนาคาสองตัวเป็นคู่กัน แต่นาคตัวผู้หรือพงศ์พญานั้น เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในพระธรรมจึงหนีมาบวช นางนาคหรือวาดจันทร์พยายามตามไปด้วยหัวใจร้าวราน จนสุดท้ายถูกนางครุฑซึ่งก็คือวินตาคาบไปเป็นอาหาร นางนาคจึงสิ้นชีพไปพร้อมกับความแค้นในพระพุทธศาสนาที่พรากสามีของนางไป และบุญนารีเองก็เป็นตัวกลางในการพาสามีของนางขึ้นมาเกิดนั่นเอง

       วันต่อมาวาดจันทร์ตื่นขึ้นมาแต่เรี่ยวแรงกลับน้อยลง เพราะไม่เคยสร้างบุญหนุนเนื่องให้กับชีวิต และห่างไกลการทำบุญ เข้าวัดและศาสนา พงศ์พญาคิดว่ามีวิธีเดียวที่จะช่วยคนรักได้คือการบวช แต่วาดจันทร์รู้เรื่องที่พงศ์พญาอาจจะบวชไม่สึกในครั้งนี้ เธอจึงหาทางรั้งพงศ์พญาไม่ให้บวชทุกวิถีทาง แม้ว่าตนเองจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ก็ตาม

       คืนหนึ่งวาดจันทร์ฝันเห็นวารีแม่ของเธอมาบอกที่ซ่อนสิ่งสำคัญที่วารีเตรียมมอบให้วาดจันทร์ เมื่อได้สติขึ้นมาวาดจันทร์จงไปค้นหาของตามที่วารีบอกและเธอก็ได้เห็นกล่องใส่ผ้ากาษาวางอยู่ในนั้นและมีสมุดบันทึกของเธอวางอยู่บนผ้าด้วย ซึ่งในนั้นได้บรรยายถึงที่มาของผ้ากาษาไว้อย่างละเอียดและกำชับให้วาดจันทร์มอบผ้าผืนนี้ให้คนที่รักสำหรับให้นาคห่มก่อนบวช จะได้ตัดกรรมที่วาดจันทร์เคยทำมาทั้งชาตินี้และชาติที่แล้ว

       วาดจันทร์อ่านจดหมายด้วยอาการของคนเจ็บและเสียใจอย่างหนัก เมื่อเธอกลับมาที่บ้านก็พบพงศ์พญาคอยอยู่ เธอจับมือเขามากุมไว้ สายตาจ้องนิ่ง จากนั้นก็ได้ยกผ้ากาษาขึ้นจรดหน้าผาก อนุโมทนายินยอมให้พงศ์พญาบวชแต่โดยดี พูดจบร่างเธอก็ล้มลงในอ้อมกอดของพงศ์พญา

       อาการป่วยของวาดจันทร์เริ่มหนักขึ้นทุกที เธอเห็นพงศ์พญาในความฝันว่าเขาได้ทำพิธีโกนผมกับพระรูปหนึ่งที่วัดอันเงียบสงบ พระหยิบผ้ากาษาที่เธอให้ส่งให้พงศ์พญาเอาไปห่ม พงศ์พญาใส่ผ้ากาษาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความปวดร้าวก่อนจะรวบรวมสติให้เป็นสำรวมจนห่มผ้ากาษาเป็นชุดนาคสมบูรณ์

       พงศ์พญาตื่นขึ้นมาจูบแก้มวาดจันทร์ก็สัมผัสกับใบหน้าที่เย็นชืด ไร้สีเลือดและไม่มีลมหายใจ พงศ์พญานิ่งงันเหมือนหยุดหายใจไปเช่นกัน ก่อนจะก้มลงกอดเธอเอาไว้ร้องเรียกวาดจันทร์เสียงสะท้านอย่างอาลัยอาวรณ์ ที่คนรักจากไปโดยไม่ล่ำลา พลันเขาก็ได้ยินเสียงบอกให้เขาใช้ผ้ากาษาห่มในวันบวช พงศ์พญาหยิบผ้าขึ้นมาแนบอก สะอื้นเบาๆ อย่างเจ็บปวด
       ที่ริมแม่น้ำโขงพระพงศ์พญานั่งนิ่งอยู่ริมแม่น้ำ แสงอาทิตย์ช่วงสุดท้ายก่อนที่แสงจันทร์จะส่งขึ้นท้องฟ้ากระทบผิวน้ำให้สีของแม่น้ำเป็นแสงสีทอง พระหนุ่มนั่งโดดเดี่ยวตาทอดยาวอยู่ที่สายน้ำ ทำให้ท่านนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เช้าวันใหม่พระพงศ์พญาได้พบกับหลวงพ่อปุ่นที่วัดป่าแห่งหนึ่ง หลวงพ่อได้กล่าวเตือนสติให้พระพงศ์พญาตัดกิเลส

       คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวงของคืน 15 ค่ำ เดือน 11 แหวกเมฆดำมืดเลื่อนลอยผ่านไป เห็นแสงนวลสว่างตาพระพงศ์พญานั่งทำสมาธิอยู่ที่ริมแม่น้ำโขงอีกครั้ง ส่งจิตชี้ทางสว่างไปถึงวาดจันทร์ที่อยู่ในถ้ำรัตนมณี เธอกลายเป็นพญานาคอีกครั้งเพราะยังไม่หมดกรรม ทันใดนั้นได้บังเกิดสายน้ำกระเพื่อมน้อยๆ แล้วมากขึ้นจนกลายเป็นคลื่นขนาดปานกลาง คุ้งน้ำเบื้องหน้าเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นเสียงน้ำแตกซ่า วาดจันทร์นั่งพนมมืออยู่ในถ้ำรัตนมณี เงยหน้าขึ้นมองมายังผิวน้ำยิ้มน้อยๆ เหมือนเข้าใจ

       นาคน้ำนางหนึ่งผาดโผนขึ้นเหนือน้ำ พระพงศ์พญาดวงตาวูบไหวแค่พริบตาแล้วสงบนิ่งสวดมนต์ภาวนาต่อไป นาคน้ำนางนั้นหันมามอง ดวงตาสีเขียวมรกตวาบวับอยู่ในความมืด แววตาละห้อยหาความรัก ความเสียใจ ก่อนจะอ่อนลงเป็นความเข้าใจ นัยน์ตาพระแลนัยน์ตานางนาคสบกันนิ่ง ก่อนที่ร่างใหญ่ยาวเกล็ดเลื่อมระยับจะค่อยๆ จมหายไปกับสายน้ำ น้ำไหวกระเพื่อมเป็นประกายก่อนเงียบสงบลง แต่พระพงศ์พญายังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอย่างเดียวดาย

----------------------------------------------------  อวสาน  ------------------------------------------------------

 กาษา นาคา

ปล.อ่านให้จบนะ คิคิ

ตอนนี้คุณได้เข้ามา

วินาทีแล้วนะคับ


<< ปิดปรับปรุง

Posted on Tue 12 Jun 2007 21:53

 

 
  
 






<< March >>

S

M

T

W

T

F

S

28 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2010>>

-- กาษา นาคา ---
ปิดปรับปรุง
หยุด
HAPPY VALENTINE'S DAY
**ชีวิตที่ป่าละอู**
@@++**//ไม่มีชื่อเรื่อง...+-**-@@
วันหล่อพระประจำโรงเรียน
ปาทังก้าจงเจริญ...
อดไปดูคอนเสิร์ตp'ดาเลย........
ไม่รู้จะเขียนอะไรดี...มีแต่ข่าวนะวันนี้
ว่าด้วยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบวม(รัฐบาล)
แนะนำตัวคับ...



Comments

หายไปเลยนะ

คิดถึงนะ

ไม่ไปหาเลยอ่ะพี่ติ๊กงอลนะ!! อิอิ

เอมก้อไม่เหนออน ชิชะ!!
Moosatik   
Thu 30 Aug 2007 14:25 [9]

ตาลายจังคับ ชอบน้องนุ่น น่ารักดี
   
Tue 10 Jul 2007 0:16 [8]

เม้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

มานอารายกานเนี่ย

ภาษานาคา

-*
ฝากไดด้วยน้าคร้าบบะบาย
peach   
Wed 27 Jun 2007 9:55 [7]
 

ว่างๆก้อโทรมาคุยกันได้น้า

tik   
Tue 26 Jun 2007 13:38 [6]

สักทีเหอะ!!! น้องรัก
tik   
Tue 26 Jun 2007 13:37 [5]

เบาหวิวรู้จักบ้าละครเหมือนกันเหรอนี่ (=_=!)
Nino-chan   
Tue 19 Jun 2007 22:06 [4]

เด๋วพี่มาอ่านนะเบาหวิว

พี่ไปเรียนก่อน

เจอกันนะจ๊ะ

ปล . เริ่มเก่งขึ้นแร้วหนิ่
นี่ทำเองป่าวเนี่ย
บีจีพวกเน้
อิอิ

ตอนนี้สบายดีไหม ออนเอมก้อไม่ทักเลยนะเด๋วเน้ ชิชะ!!!

คิดถึงน้าจ๊า^^
tik   
Thu 14 Jun 2007 9:04 [3]

ภาพลายตาหมดเลยอะ
เบนซ์   
Wed 13 Jun 2007 10:59 [2]

เจิมๆ
เบาหวิว   
Tue 12 Jun 2007 21:54 [1]
 




Post Comment

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง
 






bestview in 1024*768
The best template from http://www.oblog.cn